ขับเคลื่อนโดย Blogger.
RSS

Premium: สร้างสิ่งเตือนใจเกี่ยวกับแบรนให้แก่ลูกด้วยของพรีเมี่ยม (Premium)

          

           แน่ใจว่าส่วนใหญ่ที่ได้เข้าร่วมการจัดนิทรรศการการแสดงสินค้า, ของพรีเมี่ยม (Premium)  และการประชุมจะคุ้นเคยกับการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์มาตรฐาน ปากกา, พวงกุญแจ, แม่เหล็ก, กระเป๋า และแก้วมักจะเป็นตัวเลือกที่เป็นที่นิยมของผลิตภัณฑ์สำหรับทั้งผู้แสดงสินค้าและผู้เข้าชม แต่ถ้าคุณต้องการที่จะคิดนอกกรอบ อาจสร้างความหลากหลายให้แก่ของแจกหรือของพรีเมี่ยม (Premium)  เช่น Flash drive,Power bank เป็นต้น ในที่นี้ขอยกตัวอย่างสินค้าพรีเมี่ยมที่นิยมและสร้างสรรค์

1 ขวดน้ำ
ผลิตภัณฑ์มันมีประโยชน์มากและเป็นชนิดของผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนต้องการ 

Flash drive 
อีกหนึ่งของขวัญที่มีศักยภาพ ใครจะไม่อยากได้ของขวัญชิ้นนี้บ้าง เป็นที่ยอมรับนั้นจะมีราคาแพงกว่าปากกา แต่มันสามารถช่วยส่งเสริมการขายของคุณ

Power bank
ซึ่งอาจเป็นของแถมโปรโมชั่น มันเป็นสินค้าพรีเมี่ยมมีประโยชน์มากและมีราคาแพงมาก

4 กระเป๋าผ้า
ในปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าหรือกระเป๋ามากขึ้น การที่นำกระเป๋าผ้าหรือถุงผ้ามาใช้ในการเป็นของขวัญพรีเมี่ยมจึงถือว่าเป็นประโยชน์ และเป็นผลดีต่อสังคมอีกด้วย

5 เมาส์คอมพิวเตอร์
เมาส์คอมพิวเตอร์มีความหลากหลายของสีและขนาด บางยี่ห้อมีการออกแบบให้โดดเด่นและดูดึงดูด


ขอบคุณข้อมูลจาก premiumไทย.blogspot.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.eastern-venice.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กลยุทธ์การกำหนดราคาสินค้า Premium

         

         การกำหนดราคาสินค้า Premium ถือเป็นหัวใจสำคัญของความ สำเร็จในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการทุกคนจึงสมควรที่จะเรียนรู้วิธีการตั้งราคาสินค้าอย่างมีรูปแบบ เพื่อสานต่อความมั่นคงการทำธุรกิจในอนาคต การกำหนดราคาสินค้าและบริการถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ สำหรับวงจรการดำเนินงานทางธุรกิจ เพราะความสำเร็จและผลกำไรจะถูกขึ้นอยู่กับการตั้งราคาผลิตภัณฑ์และบริการ ดังนั้นการกำหนดราคาจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวมากสำหรับผู้ประกอบการทุกคน ซึ่งถ้าหากสินค้าและบริการของผู้ประกอบการไม่ได้มีราคาพร้อมต้นทุนหรือถูก จัดอยู่ในตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่สูงมากนัก ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาปัญหาในเรื่องของการตั้งราคา เพราะสามารถอ้างอิงจากท้องตลาดได้ แต่ถ้าเกิดสินค้าของผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงและกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ ในระดับบนปัญหาในการตั้งราคาจะเกิดขึ้นกับท่านโดยทันที เนื่องจากจะไม่สามารถตั้งราคาอ้างอิงกับตลาดได้

           นักธุรกิจผู้มากประสบการณ์เกี่ยวกับงานบริการลูกค้า ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งราคาสำหรับสินค้าและบริการในระดับ Premium ว่าควรจะมีกลยุทธ์การตั้งราคาที่ดีและมีลักษณะเป็นรูปแบบแผนอย่างมืออาชีพ มากขึ้น โดยมีรูปแบบทั้ง 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

สินค้าและบริการต้องมีระดับที่อยู่ใน Premium จริง


           ถ้าคิดจะทำธุรกิจที่มีราคาขายค่อนข้างสูงและกลุ่มเป้าหมายอยู่ในระดับบน ให้ประสบความสำเร็จจริง เรื่องของคุณภาพสินค้าหรือบริการจะต้องต้องเป็นสิ่งที่เด่นที่สุด เพราะสินค้าจะขายไม่ได้เลยหากมีราคาแพงแต่คุณสมบัติกับเป็นเพียงแค่ของพื้นๆ สามารถหาซื้อได้จากตามตลาดทั่วไป ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องมั่นใจเสียก่อนว่าสินค้าของตนเองดีจริงสามารถตอบ สนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้มากกว่าสินค้าทั่วไปในท้องตลาด จึงจะเป็นกุญแจสำคัญดอกที่ 1 หากคิดจะขายของแพงให้ประสบความสำเร็จ
            ถ้าสินค้าและบริการของผู้ประกอบการดีกว่าของคู่แข่งในท้องตลาดจริง เชื่อว่าผู้บริโภคพร้อมจะควักเงินในกระเป๋ามาซื้ออย่างแน่นอนแต่ติดอยู่แค่ ปัญหาเดียวที่พวกเขาต้องการจะทราบมากที่สุดนั่นก็คือทำไมเขาต้องจ่ายราคาที่ แพงกว่าด้วย ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสาเหตุเหตุที่สินค้า และบริการของท่านราคาสูงกว่าเพราะอะไร และมันดีกว่าของคู่แข่งที่ราคาถูกกว่ายังไง ซึ่งเหตุผลที่ผู้ประกอบการอธิบายออกไปในข้อนี้จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ขั้นสุดท้ายของผู้บริโภคด้วย

มีพนักงานขายที่ดีและมีคุณภาพ


            ธุรกิจป็นจำนวนมากที่กำหนดราคาพร้อมวางสินค้าและบริการของตนเองอยู่ใน ระดับที่สูงสามารถประสบความสำเร็จได้ก็เนื่องจากการมีพนักงานฝ่ายขายที่ดี ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องคัดเลือกพนักงานฝ่ายขายที่ดีที่สุดอันเป็นระดับ หัวกระทิของตนให้ไปทำหน้าที่ขายสินค้าและบริการประเภทนี้ เพราะความรู้บวกกับเทคนิคส่วนตัวของพนักงานจะช่วยทำให้สามารถปิดการขายอย่าง ประสบควมสำเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับโจทย์และแรงจูงใจที่ผู้ประกอบการให้พนักขายของตนเอง ด้วย อาทิ การให้เปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชั่นจากยอดขาย เป็นต้น

ไม่ลดราคาลงไปแข่ง


           สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องมีหากคิดจะขายสินค้าที่มีคุณภาพแต่ราคา แพงนั่นก็คือ ความหนักแน่น เนื่องจากจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากผู้ประกอบการมีจุดวัดความสำเร็จที่ยอด การสั่งซื้อเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าให้ลองเปรียบเทียบเป็นหลักสมการง่ายๆท่านจะเข้าใจว่าสินค้าที่มี ราคาขายถึง 1 ล้านบาท เมื่อเทียบกันกับสินค้าที่มีราคาขายเพียง 1 แสนบาท สินค้าอย่างหลังที่มีราคาถูกกว่าย่อมจะต้องมียอดขายที่มากกว่าเป็นธรรมดา แต่ประเด็นที่อยากให้มองคือสินค้าที่ถูกกว่าไม่มีทางที่จะตอบสนองความต้อง การได้เท่ากันกับในระดับสินค้าที่มีราคาแพงกว่าอย่างแน่นอน ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องหนักแน่นและไม่ลดราคาลงไปขายแข่งกับสินค้าที่มี ราคาถูกกว่าเพราะนั่นจะเท่ากับเป็นการลดเกรดของท่านเองลงไปในตัวด้วย

ไม่ทำสงครามราคากับคู่แข่ง


          ถึงแม้การลดราคาจะสามารถสร้างยอดจำหน่ายสินค้าและบริการให้เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วได้ แต่มันไม่มีทางที่จะเป็นประโยชน์ไปได้เลยหากสุดท้ายแล้วธุรกิจของผู้ประกอบ การขาดทุน ดังนั้นผู้ประกอบการทุกคนที่จำหน่ายสินค้าและบริการในระดับ Premium จะต้อง ไม่ลงไปทำการแข่งขันเปิดศึกในสงครามราคาอย่างเด็ดขาด เพราะว่าตัวสินค้าของท่านมีที่มาที่ไปอยู่แล้วว่าทำไมต้องกำหนดราคาขายที่ เท่านี้ ซึ่งมันรวมไปถึงจุดคุ้มทุนและระดับของผลกำไรด้วย การลดราคาลงไปแข่งขันจะทำให้โครงสร้างในส่วนดังกล่าวบิดเบือนไปจากเดิมและ สุดท้ายอาจนำมาซึ่งการขาดทุนได้ในที่สุด

มีโครงสร้างทางการเงินที่มีเสถียรภาพ


         แน่นอนที่สุดการที่ราคาขายสินค้าและบริการของผู้ประกอบการมีราคาแพงก็ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีต้นทุนแรกเริ่มที่รับมาสูงมากนั่นเอง ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพผู้ประกอบการต้อง มั่นใจเสียก่อนว่าบริษัทของตนเองมีโครงสร้างทางการเงินที่มีเสถียรภาพและ แข็งแรงมากพอ เพราะหากสินค้ามียอดจำหน่ายที่ไม่สูงมากนัก (ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเช่นนั้น) จำนวนเงินในระบบมากกว่าครึ่งจะต้องไปจมอยู่กับต้นทุนแน่นอน โครงสร้างทางการเงินของผู้ประกอบการจึงต้องมีระบบเงินหมุนเวียนที่มากพอด้วย เช่นกัน
         ผู้ประกอบการทุกท่านต้องเข้าใจว่าสินค้าที่มีราคาแพงนั้นมันมีจุดเด่นของ มันเองอยู่แล้วภายในตัว รวมถึงที่มาที่ไปของราคาที่มาลงตัวอยู่ ณ จุดนี้ด้วย ดังนั้นสิ่งที่ควรทำที่สุดก็คือการพยายามดึงจุดเด่นที่มีอยู่ในตัวสินค้าและ บริการออกมานำเสนอต่อผู้บริโภคให้เห็นถึงข้อดีที่จะเกิดขึ้นหากใช้สินค้าของ เรา พยายามทำให้ผ้บริโภคเข้าใจให้ได้ว่าสินค้าของเราสามารถให้ได้มากกว่าของคู่ แข่งอื่นในท้องตลาดอย่างไรและทำไมถึงต้องเรา จึงจะเป็นกลยุทธ์ในการขายสินค้าในระดับ Premium ที่ดีที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจาก  support.tarad.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.eastern-venice.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

การเลือกแจกสินค้าให้ถูกคน

          

          การเลือกแจกสินค้า Premium ให้ถูกคนเป็นสิงที่สำคัญมากในทุกวันนี้ เช่น เราควรเลือกที่จะแจก เครื่องสำอางของ Premium ให้ผู้หญิง และ แจก ลูกฟุตบอล ให้ผู้ชาย เป็นต้น โดยที่ผู้ประกอบการจะเลือกแจกสินค้า Premium ให้ใคร ต้องศึกษาปัจจัยแวดล้อมหลายประการ เช่น ลักษณะของตลาด กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อายุ อาชีพ สถานะภาพของกลุ่มลูกค้า และลักษณะของผลิตภัณฑ์ เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทจะมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ และสิ่งสำคัญคืองบประมาณนั่นเอง โดยการแจกสินค้า Premium  เป็นหนึ่งในวิธีการโฆษณา ที่ได้ผลมาก

ขอบคุณข้อมูลจาก sepsepinter.wordpress.com/
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.eastern-venice.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ตลาดเสื้อใน ถูกบุก ด้วยพรีเมียมแบรนด์เมืองนอก

        ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์-ขณะที่แบรนด์ค่ายชุดชั้นในในไทยพากันขยับพร้อมกลยุทธ์และเคมเปญการตลาด ไปสู่กลุ่มลูกค้าระดับกว้างเข้าถึงทุกช่วงวัย พร้อมชูคุณภาพและราคาที่ย่อมเยา และขยายช่องทางผลิตภัณฑ์ไปตามรูปแบบต่างๆ
       
        จากกระแสเทรนด์ของโลก ผู้หญิงหันมาเน้นใส่ใจเรื่องรูปร่างมากขึ้น ยึดคอนเซ็ปต์เบาสบาย เก็บทรง ไร้รอยตะเข็บ ทำให้เหล่าบรรดาค่ายเสื้อในยักษ์ใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไทยหรือเทศ หันมาแข่งขันเจาะกลุ่มเซกเมนต์นี้กันมากขึ้น
       
        ล่าสุด บริษัทเป๊ปโป้ แฟชั่น กรุ๊ป จำกัด ผู้นำเข้าแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง เกส (Guess) และแมงโก้ (Mango) ได้ฤกษ์เปิดตัวแบรนด์ใหม่ในเครือ “สแปงซ์” (Spanx) ผลิตภัณฑ์กระชับสัดส่วนอันดับหนึ่งของโลกจากสหรัฐอเมริกา โดยประเดิมเปิดตัวผลิตภัณฑ์คอลเลกชันหลากหลาย ณ สยามพารากอนและดิเอ็มโพเรียม มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้า Premium เป็นหลัก ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1,490 บาท ถึง 3,990 บาท
       
        “ผู้หญิงทุกคนต่างมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคืออยากมีหุ่นที่ดูดี เพรียว กระชับ และไม่มีร่องรอยชั้นในให้เห็นเมื่อมองจากด้านหลัง และนี่คือจุดแข็งของผลิตภัณฑ์สแปงซ์” ยัสมิน เรืองเลิศบุตร กรรมการบริษัท เป๊ปโป้ แฟชั่นกรุ๊ปจำกัด บอก
       
       สำหรับตลาดในประเทศไทย พบว่ามีกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการเชปแวร์ที่มีคุณภาพสูงซึ่งหาไม่ได้ในตลาดไทย และทำให้ เป๊ปโป้ แฟชั่นกรุ๊ปจำกัด เล็งเห็นโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กระชับสัดส่วนระดับ
Premium จึงตัดสินใจนำสแปงซ์ ความลับหุ่นสวยของดาราฮอลลีวู้ดสู่ตลาดไทย
       
       จุดเด่นของ สแปงซ์ ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติการสวมใส่ชุดชั้นในของสาวอเมริกันและสาวทั่วโลก อยู่ที่ความสามารถในการช่วยพรางข้อด้อยและทำให้หุ่นของผู้หญิงดูดีขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยมีซูเปอร์สตาร์และเจ้าแม่แฟชั่นระดับโลกอย่าง บียอนเซ่, เจนนิเฟอร์ โลเปซ, รีฮันนา, มาดอนน่า, เฟอร์กี้, เคต แบลนเช็ต, คิม คาร์เดเชียน และเบลค ไลฟ์ลี่ เป็นพรีเซนเตอร์
       
       “มั่นใจว่าสแปงซ์จะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากตลาดไทย เพราะสแปงซ์เป็นแบรนด์ดังระดับโลกที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ”
       
       ทั้งนี้ เป๊ปโป้ แฟชั่น กรุ๊ป จำกัด ได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 20 ล้านบาท ในหกเดือนแรก และจะขยายสาขาเพิ่มเป็น6 สาขา ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะขยายเพิ่มไลน์สินค้าอื่นๆ ในเฟสต่อไปตลอด ปี 2557”
       
       ในขณะที่โซเนีย ศรีชวาลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไคร่า โมด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดชั้นในไคร่า (kyra) เปิดเผยว่า ภาพรวมของตลาดชุดชั้นใน
Premiumในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดขายลดลง 30% โดยมีปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจากนโยบายของรัฐ ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้เกิดสงครามราคาในทุกเซกเมนต์ รวมทั้งตลาดชุดชั้นในPremiumปีนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก ทั้งการเปิดตัวคอลเลกชันใหม่ การจัดโปรโมชันลดราคา รวมไปถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย
       
       สำหรับแบรนด์ไคร่าได้ทุ่มงบการทำตลาดในปีนี้กว่า 10 ล้านบาท รุกตลาดในครึ่งปีหลัง โดยจัด 2แคมเปญใหญ่ คือ 1. แคมเปญโฆษณา “Kyra Body Bliss คืนชีวิตให้ผู้หญิง” นำเสนอนวัตกรรม Body Bliss และ Body Touch Gel เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีแคมเปญร่วมกับดีไซเนอร์ไทย ซึ่งจะเริ่มในเดือนกันยายน คาดว่าทั้ง 2 แคมเปญจะช่วยผลักดันยอดขายให้เพิ่มขึ้น 15% รวมทั้งการขยายสาขาในรูปแบบสแตนด์อะโลน ภายใต้ชื่อ Premium Outlet Mall Phuket ในเดือนสิงหาคมนี้ และเปิดเคาน์เตอร์ในห้างเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ ในเดือนธันวาคม จากปัจจุบันที่มีร้านในรูปแบบสแตนด์อะโลนรวม 9 สาขา และช็อปในห้างสรรพสินค้า 37 สาขา
       
       จาก 2 แคมเปญหลักนี้เชื่อว่าจะช่วยให้ไคร่ามีรายได้เติบโตขึ้น13-15% ในสิ้นปีนี้ หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังพัฒนาระบบออนไลน์ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีโดยเริ่มขยายตลาดในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง โดยตั้งเป้าที่จะมียอดขายราว 15% ในสิ้นปีหน้า
       
       “แผนการดำเนินธุรกิจ5 ปีนับจากนี้ บริษัทจะเน้นขยายร้านแบบสแตนด์อะโลนในกรุงเทพฯ รวมถึง Kyra Flagship Store สาขาแรกในเมืองไทย และมีแผนเปิดร้านในหัวเมืองใหญ่จำนวน 3-4 สาขา รวมถึงการเปิดเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า และการขยายตลาดในต่างประเทศ ทั้งเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยเริ่มจัดทำเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจและมีความเป็นสากลมากขึ้น รวมทั้งพัฒนารูปแบบการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ระดับสากลในปลายปีนี้” โซเนียกล่าวสรุป
       
       ปัจจุบันกลุ่มชุดชั้นใน
Premiumมีอยู่ราว 7-8 แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นวาโก้ซึ่งเป็นเจ้าตลาดชุดชั้นในระดับกลางถึงสูง ล่าสุดเมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา ได้ออกโฆษณาที่สร้างกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ ในคลิปโฆษณาชุดชั้นใน “Wacoal Mood Boost-Up” เพียงสัปดาห์เดียวยอดผู้ชมบนยูทูปพุ่ง 3.5 ล้านวิว โดยโฆษณาชุด Wacoal Mood Boost-Up บู๊สต์ตู้ม 2 คัพอัพเว่อร์ นี้เน้นนวัตกรรม Gel + Air Mold ช่วยเสริมขนาดหน้าอกอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งสาวเล็กสาวใหญ่ หรือไม่สาว ก็อาจอัพไซส์ให้เพิ่มได้อีก 2 คัพ!
       
       ในขณะเดียวกันชุดชั้นในไทรอัมพ์น่าจะเป็นคู่แข่งที่เข้มแข็งที่สุดของวาโก้ และเป็นเจ้าตลาด
Premium ก็มีการทำการตลาดที่สม่ำเสมอ โดยล่าสุด ไทรอัมพ์ ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำบราเสริมอกยอดนิยมอันดับ 1 ของเอเชีย โดยทุ่มงบจัด “Club Maximize Fashion Show Party” เผยโฉมคอลเลกชันบราเสริมทรวงอก Maximizer บราเสริมทรวงอกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของผู้หญิง จับกลุ่มเป้าหมายสาวทำงาน ในตลาดPremium-แมส และเสริมความแข็งแกร่งในตลาดมากขึ้น
       
       ซึ่งในงานนี้ไทรอัมพ์ ได้สร้างความประทับใจและถือเป็นครั้งแรกกับงานแฟชั่นโชว์สุดอลังการในรูปแบบสุดเซ็กซี่จากไทรอัมพ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชุดชั้นในอันดับหนึ่งของเอเชีย
       
       อีกทั้งชุดชั้นในซาบีน่า ที่รีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ขยายตลาดเจาะกลุ่มลูกค้าวัยผู้ใหญ่ พร้อมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้ชื่อ “ซาบีน่า ฟังก์ชั่น” ที่เน้นการเก็บกระชับทุกสัดส่วน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้หญิงที่เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
       
       ตลาดชุดชั้นในยังเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง ไม่ว่าจะเป็นระดับแมสหรือ
Premium หลายค่าย หลายแบรนด์ต่างงัดกลยุทธ์ ชูจุดเด่น จุดแข็งของตัวผลิตภัณฑ์ รวมถึงการทำการตลาดในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่แตะตาและดึงดูดความสนใจของลูกค้า
       
        ตลาดเสื้อชั้นในที่มีมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท กำลังเป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่บรรดาผู้ประกอบการแต่ละรายกำลังเร่งหาหนทางและขยายโอกาส ท่ามกลางแนวโน้มของการดูแลรักษาสุขภาพ ควบคู่กับการเสริมสร้างความโดดเด่นและลบปมด้อย ซึ่งเป็นความต้องการหลักของกลุ่มผู้บริโภค
       
       บางทีตลาดเสื้อชั้นในของไทยนับจากนี้ อาจมีสินค้า 
Premium แบรนด์เนมหน้าใหม่จากต่างประเทศเข้ามาเจาะตลาดเพิ่มขึ้นอีกเป็นระยะ และจะกลายเป็นโจทย์หลักให้ผู้ประกอบการไทยต้องคิดหนักถึงการผนวกรวมทั้งแฟชั่นและฟังก์ชันเข้าด้วยกันให้แนบชิดและประณีตยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก manager.co.th
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.eastern-venice.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ตัวอย่างสินค้าพรีเมียม สำหรับกลุ่มธุรกิจ ร้านเบเกอรี และร้านอาหาร ภัตตาคาร ฟาสต์ฟู๊ดต่างๆ

     

         สำหรับธุรกิจประเภทนี้ สินค้าพรีเมี่ยม (Premium) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาดได้เป็นอย่างดี โดยนักการตลาด จะพยายามคัดเลือกสินค้าPremium  ให้สื่อถึงสินค้าที่ตนเองจำหน่าย รวมถึงการพิมพ์ โลโก้หรือเครื่องหมายการค้าของทางร้าน ลงไปบนตัวสินค้า Premium โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือให้ลูกค้าที่ได้รับสินค้า Premium เกิดความประทับใจ เมื่อได้รับสินค้า และเมื่อลูกค้านำกลับไป จะช่วยให้ลูกค้าจดจำ แบรนด์ ได้เป็นอย่างดี ส่วนของโปรโมชั่นที่เลือกใช้กัน ยกตัวอย่างเช่น
       - การให้สินค้า Premiumในวันเกิดของลูกค้า เมื่อมารับประทานอาหาร ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความคนเป็นสำคัญ
       - โปรโมชั่น ได้รับสินค้าฟรี เมื่อรับประทานถึงยอดเงินที่กำหนด ถ้าเลือกใช้โปรโมชั่นนี้ จะเป็นการกระตุ้นยอดขายอย่างหนึ่ง ซึ่งลูกค้าจะรู้สึกว่าควรจะรับประทานให้ครบจำนวนที่ตั้ง เพื่อให้ได้รับสินค้าแถม
       - การสะสมสินค้า Premium ที่เป็นคอลเลคชั่น เช่น ร้านเบเกอรี ABC จัดโปรโมชั่น สั่งเค้ก 3 ปอนด์ หนึ่งชิ้น จะได้รับ ของ Premium เค้ก หนึ่งชิ้น โดยทางร้านมีทั้งหมด 4 แบบให้เลือก ลูกค้าจะเกิดความสนใจ ที่อยากจะได้ให้ครบทั้งสี่แบบ

ขอบคุณข้อมูลจาก mammothgiftshop.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.eastern-venice.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ซุปเปอร์มาร์เก็ตแหล่งที่มาของพรีเมียม

         “การได้มาของพรีเมียม (Premiumหลัก ๆ จะมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต โดยพ่อค้าที่ซื้อสินค้าจากห้าง ในลักษณะของการตัดของห้างมาจำหน่าย ส่วนใหญ่จะติดของPremiumมาด้วย และพ่อค้าเหล่านี้ จะมาแยกขาย แต่เดิมของPremiumเหล่านี้ จะเป็นภาระกับร้านค้าส่งเหล่านี้ แต่หลังจากมีตลาดของPremium และมีผู้ให้ความสนใจรับสินค้าไปจำหน่ายมากขึ้น สินค้าจึงถูกระบายออกไปในช่วงแรกราคาถูกมาก ต่อมาระยะหลัง ลูกค้าให้ความสนใจมากขึ้น จึงมีผู้ให้ความสนใจนำสินค้าไปจำหน่ายมากขึ้น สินค้าPremiumในระยะหลังราคาเริ่มขยับเพิ่มขึ้น”

          ส่วนแหล่งที่มาอื่นๆ มาจาก ร้านค้าส่งและเอเยนต์ต่างๆ อาทิเอยนต์เเหล้า ประมาณ 20 % และโรงงาน 5 % มาจากไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และแบรนด์สินค้าชนิดนั้นไม่ประสบความสำเร็จ สั่งทำของPremiumไว้ ทางโรงงานก็ต้องนำออกมาจำหน่าย       
           ซึ่งร้านจำหน่ายสินค้าPremiumแหล่งใหญ่ ที่ผุ้ค้าปลีกไปรับสินค้ามาจำหน่ายมีประมาณ 5 ราย ส่วนร้านค้าปลีกทั่วไปมีประมาณ 1,000 ราย อยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนต่างจังหวัดมีอยู่ประมาณ 200 ราย
       
          ตัวอย่าง   นายชัยรัตน์ กล่าวถึง ธุรกิจจำหน่ายของPremiumของตนเอง ว่า ได้เริ่มเข้าสู่ตลาดของPremiumได้ประมาณ 2 ปี เริ่มจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ในลักษณะของการ ตัดของห้างมาจำหน่าย และมีของพรีเมียมเหลืออยู่เต็มสต็อกไปหมด หาทางระบาย โดยจำหน่ายไปในราคาถูก ต่อมาตลาดของPremiumโตมากในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา จึงได้ตัดสินใจมาทำอย่างเต็มตัว โดยให้ลูกสาวที่เรียนจบมาทำงานแทน


          ช่องทางการจัดจำหน่าย เป็น 2 ลักษณะ ขายปลีกตามตลาดนัดทั่วไป ขายได้วันละประมาณ 2,000 บาท ถึง 5,000 บาท และขายส่ง เกิดจากการบอกกันแบบปากต่อปาก หลังจากให้ลูกสาวเข้ามาดูแลกิจการ จึงได้มีการขายผ่านเว็บไซต์ ทำให้คนรู้จักของPremiumมากขึ้น  รายได้ขั้นต่ำ 2,000 บาทต่อวัน


ขอบคุณข้อมูลจาก manager.co.th
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.eastern-venice.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ตลาดนัดจุดขายที่ดีสินค้าพรีเมียม

             


             สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายของ Premium ปัจจุบัน จะใช้การขายตามตลาดนัด เช่น ตามโรงพยาบาล สถานที่ราชการกระทรวง ต่างๆ เป็นสถานที่ที่จำหน่ายอยู่เป็นประจำ ส่วนสถานที่จำหน่ายของ Premium  อื่นๆ จะมีตามศูนย์การค้า แต่เนื่องจากค่าเช่าที่แพงมาก ไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่ได้ กลุ่มที่ขายในศูนย์การค้า จึงเปลี่ยนไปเรื่อยไม่อยู่กับที่ ส่วนรายใหม่ที่เข้ามาส่วนใหญ่จะทำในลักษณะของอาชีพเสริมจากงานประจำ

              รูปแบบของร้านจำหน่ายของ Premium  มีด้วยกันหลายรูปแบบ ประเภทแรกจำหน่ายสินค้าPremium อย่างเดียว รูปแบบที่ 2 สินค้าจีนแดงและสินค้า Premium  รูปแบบที่ 3 สินค้าจีนแดง สินค้า Premium และสินค้าที่มาจากสำเพ็ง และสินค้าจากซุปเปอร์ ซึ่งลูกค้าที่มาเลือกซื้อสินค้าประเภทนี้ จะเลือกร้านที่มีสินค้าให้เลือกจำนวนมาก และการจัดวางสินค้ามีส่วนสำคํญในการดึงดูดใจลูกค้าให้มาใช้บริการ
             
               ส่วนสินค้า Premium  ที่มีออกมามากที่สุดจะเป็นสินค้าประเภทของใช้ทำจากพลาสติก เช่น ตะกร้า เป็นต้น และรองลงมาเป็นประเภทจานชาม แก้ว สุดท้ายเป็นกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า และอื่นๆ


ขอบคุณข้อมูลจาก  manager.co.th
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่  http://www.eastern-venice.com/

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

พรีเมี่ยม: แจก แถม กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขายในช่วงกำลังซื้อหด

            


            
            ในปัจจุบัน สินค้าพรีเมี่ยม(Premium) ของพรีเมี่ยม(Premium) ของที่ระลึก (Premium ถูกนำมาใช้ในโอกาสต่าง ๆ อาทิเช่น ของพรีเมี่ยม(Premium)สำหรับเปิดตัวสินค้าใหม่ เปิดตัวโครงการบ้าน หรือในโอกาสครบรอบต่าง ๆ ของหน่วยงาน,ของที่ระลึกในงานเกษียณ ,ของพรีเมี่ยม(Premium)ในงานแกรนด์โอเพนนิ่งต่าง ๆ รวมไปถึงเทศกาล อย่างวันวาเลนไทน์  มอบเป็นของขวัญแก่คนรู้ใจ   โดยของพรีเมี่ยม (Premium)ที่เป็นที่นิยม  ได้แก่ ปากกา , พวงกุญแจ ,ถุงผ้า , แก้วกาแฟ , จานรองแก้ว , เข็มกลัดกระเป๋า รวมไปถึง สินค้าประเภทไอทีอย่าง Power bank และ Flash drive ซึ่งเดี๋ยวนี้แฟลชไดร์ฟมีดีไซน์เก๋ๆอยู่มากมาย 


           ของพรีเมี่ยม (Premium)หรือ สินค้าพรีเมี่ยม(Premium)ของที่ระลึก สินค้า เหล่านี้ บริษัทและหน่วยงานต่าง ๆ สั่งผลิตขึ้นมา โดยใส่ชื่อหรือตราของหน่วยงาน หรือถูกออกแบบให้มีคอนเซ็ป ไปในแนวเดียวกับองค์กรนั้น ๆ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้รับ เกิดการจดจำ ดูโดดเด่นเมื่อนำไปใช้  โดยมักจะเป็นของที่มีความแตกต่างกับของที่พบเห็นในตลาดทั่ว ๆ ไป เป็นของที่ตั้งใจผลิตเพื่อโอกาสนั้น ๆ มักเป็นของกะทัดรัด พกพาไปไหนได้ หากจะเลือกของพรีเมี่ยม(Premium)ของที่ระลึก ให้ใคร จึงควรที่จะเลือกของที่มีประโยชน์ และนำไปใช้งานได้จริง ๆ

แจก แถม กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขายในช่วงกำลังซื้อหด
          ท่านผู้อ่านเคยสำรวจของใช้ในบ้านของท่านหรือไม่ว่าเป็นของ ที่ได้รับจากการแจก แถม แลกซื้อ จากการซื้อสินค้าต่างๆ มากน้อยเพียงใด ลองเริ่มจากในครัวก่อนก็ได้ครับ แก้วน้ำ แก้วกาแฟ แก้วมัค ถ้วย ชาม ช้อนส้อม กระติกน้ำ ที่ใช้กันประจำในหลายๆ ครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นของที่ได้มาจากรายการ แจก แถม สินค้าสมนาคุณ ของแถม ของที่ระลึก ของสินค้าต่างๆ ที่ท่าน
           
           ทีนี้ลองย้ายไปดูห้องเก็บของเล่นลูกกันบ้าง พบตุ๊กตาหรือหุ่นพลาสติกที่แถมมากับร้าน Fast Food ดังๆ นอนกองอยู่ในตู้เป็นสิบๆ ตัวใช่ไหมครับ แล้วลูกบอลลูกใหม่สีสวยๆ ที่เพิ่งได้มาฟุตบอลโลก จากการจัดรายการส่งเสริมการขายมาเป็นชุดกับผงซักฟอกยี่ห้อดังละครับ มีอยู่ด้วยหรือเปล่า คุณพ่อคุณแม่ซื้อให้ลูกหรือลูกร้องจะเอาเพราะเห็นเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเล่นกัน 

        เห็นไหมละครับว่า รอบๆ ตัวเรามี ของแจก ของแถม ของที่ระลึก ที่มากับสินค้ามากมายปีๆ หนึ่ง รายการส่งเสริมการขายประเภทแจกแถมที่เสนอให้กับผู้บริโภคมีนับพันรายการ แล้วของแจกแถมหรือการจัดรายการแบบไหนละที่เป็นของแจกแถมที่ดี ทั้งสำหรับผู้บรโภคและนักการตลาด

ข้อมูลจาก ไทยพรีเมี่ยมไทย.blogspot.com
และติดตามเรื่องราวของเราได้ที่ http://www.eastern-venice.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

ของพรีเมี่ยมไว้ใช้ทำอะไรและควรแจกให้ใคร

            ของพรีเมี่ยม (Premium ก็คือ สินค้าพรีเมี่ยม  ทั่วๆไป ที่มีไว้สำหรับแจกลูกค้าในงานกิจกรรมมต่างๆ เช่น งานเปิดตัวบริษัท งานเลี้ยง งานEvent และงานประชาสัมพันธ์สินค้า และในงานอื่นๆ โดย ของ Premium หรือบางคนเรียกว่า Gift Premium เป็น ของ Premium ที่บริษัทนิยมมอบให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าประทับใจ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดีมากถ้าเทีบยกับการโฆษณาทางหนังสือพิพม์และ ทีวี โดยการแจกของพรีเมี่ยม นับเป็นช่องการทางตลาดอย่างหนึ่ง




ขอบคุณข้อมูลจาก annenricglobal.blogspot.com
และติดตามเรื่องราวของเราต่อกันได้ที่  http://www.eastern-venice.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

Premiums

         


           เคยสงสัยไหมว่าทำไมหุ้นบางกลุ่มหรือบางตัวจึงมีราคาสูงหรือแพงกว่าหุ้นตัวอื่นและอาจจะดูเหมือนว่าจะแพงกว่า  “พื้นฐาน” ที่ควรจะเป็น?    คงไม่ตอบคำถามนี้เพราะมันเป็นเรื่องยาวและบางทีก็อาจจะรู้ไม่จริง  แต่สิ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือ   หุ้นตัวไหนหรือประเภทไหนที่มักจะมีคุณสมบัติแบบนั้น   นั่นก็คือ  หุ้นแบบไหนที่มักจะมีราคาหุ้น  “สูงกว่าปกติ”  วัดจากค่า PE  ค่า  PB  หรือมูลค่าอื่น ๆ   ซึ่งส่วนที่สูงเกินจากปกตินี้  ในทางการเงินเราเรียกว่า  “Premium” หรือ เรียกว่า พรีเมี่ยม นั่นเอง  

          Premium หรือ  พรีเมี่ยม  ตัวแรกที่จะพูดถึง  เพราะมันเป็น Premium (พรีเมี่ยมที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลาก็คือสิ่งที่เรียกว่า  “Super Stock Premium (พรีเมี่ยม)   นี่คือ  “มูลค่าส่วนเกิน”  ที่ตลาดให้กับหุ้นที่เป็น  Super Stock  หรือเป็นหุ้นของกิจการที่มีคุณภาพ  “ดีสุดยอด”  ซึ่งอาจจะหมายถึงกิจการที่มีคุณสมบัติหลาย ๆ  อย่างดังเช่น  เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมาก  มีอำนาจทางการตลาดสูงมากเพราะลูกค้าไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่งได้ง่าย  มียี่ห้อสินค้าที่โดดเด่นกว่าคู่แข่งมาก  สินค้าไม่ถูกควบคุมด้วยราคาหรือกฎเกณฑ์อื่น ๆ  มีกำไรหรือมาร์จินจากยอดขายสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน  การขายสินค้าหรือบริการเพิ่มไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก   กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงลิ่ว  ธุรกิจยังมีการเติบโตที่ดีหรือเป็นกิจการแห่งอนาคต  ต่าง  ๆ  เหล่านี้

          กิจการที่นักลงทุน  “ยอมรับ”  แล้วว่าเป็นหุ้น  Super Stock แทบทั้งหมดนั้น  จะมี  Premium (พรีเมี่ยมสูงมาก  นั่นก็คือ  ราคาของหุ้นจะสูงจนทำให้ค่า  PE  และค่า  PB  สูงมากจนบางครั้งนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น  VI สไตล์ เบน เกรแฮม  ซึ่งเน้นการซื้อหุ้นราคาถูก  “รับไม่ได้”   เพราะเมื่อเขาคำนวณหา  “มูลค่าพื้นฐาน”  ของหุ้นที่เป็นตัวเลขแล้ว  เขาจะพบว่าดูอย่างไรก็  “Over Value”  อยู่ดี

          อย่างไรก็ตาม  Premium(พรีเมี่ยม) ของซุปเปอร์สต็อคนั้นก็ยังคงอยู่ยาวนานไม่หายไปง่าย ๆ  ไม่ว่าในหุ้นไทยหรือต่างประเทศ  ดังนั้น  คนที่วิเคราะห์หามูลค่าที่เหมาะสมของซุปเปอร์สต็อคจะต้องรู้ว่ามันมี  Premium(พรีเมี่ยม) ส่วนนี้อยู่

           Premium (พรีเมี่ยม)ตัวต่อไป  โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย  ผมคงยกให้กับ  “Speculation  Premium ”  นี่คือราคาหุ้น  “ส่วนที่เกินพื้นฐาน”  ที่เกิดขึ้นเนื่องจากหุ้นตัวนั้นมี  “การเก็งกำไร”  สูงมากกว่าปกติ  เหตุผลที่ตลาดให้ราคาหุ้นเก็งกำไรสูงกว่าปกติ  เป็นเพราะว่านักเล่นหุ้นจำนวนมากในตลาดหุ้นไทยชอบเล่นหุ้นที่มีราคาหวือหวาขึ้นลงเร็วมากกว่าหุ้นที่ค่อย ๆ  เติบโตไปเรื่อย ๆ   พวกเขายินดีที่จะจ่าย  “Premium ” (พรีเมี่ยม) ซึ่งก็คงจะคล้าย ๆ  กับ  “ค่าต๋ง”  ในการเล่นการพนันให้กับนายบ่อนเวลาเล่นการพนัน    Premium(พรีเมี่ยม)  ที่พวกเขาจ่ายก็เป็นคล้าย ๆ  กับ  “ค่าธรรมเนียม”  ในการที่จะได้เล่นหุ้นที่ขึ้นลงเร็วและมีปริมาณการซื้อขายหุ้นมหาศาลที่ทำให้เขาสามารถที่จะเข้าหรือออกได้ตลอดเวลารวมทั้งสามารถใช้มาร์จินในการซื้อขายหุ้นได้เต็มที่  อย่างไรก็ตาม  Speculation Premium  นั้น  มักจะอยู่ไม่ถาวร  เมื่อการเก็งกำไรลดลง  ด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่  ซึ่งทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันลดลงมาใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาด  Speculation Premium   ของหุ้นก็อาจจะหายไปได้

          Premium (พรีเมี่ยม) ตัวต่อไปก็คือ  “Institution Premium ”  นี่คือการที่หุ้นมีราคาเกินจากพื้นฐานเนื่องจากการที่หุ้นตัวนั้น   ที่แต่เดิมไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบัน  กลายเป็นหุ้นที่สถาบันการลงทุนสนใจที่จะเข้ามาซื้อหุ้นลงทุนด้วยเหตุผลบางอย่างเช่น  บริษัทได้รับการจัดอันดับให้เข้าไปอยู่ในดัชนีเช่น  MSCI  SET50  SET100  หรือกิจการมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการควบรวมหรือการขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเข้าเกณฑ์ที่สถาบันลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท  ผลกระทบจากการนี้ทำให้หุ้นมักมีการปรับตัวขึ้นไปแรงโดยเฉพาะในครั้งแรก

         Premium  (พรีเมี่ยม)อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ  “Owner Premium ”  หรือราคาหุ้นที่สูงเกินจากพื้นฐานปกติเนื่องจาก  “มีคนยอมจ่ายเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ”  พูดแบบนี้อาจจะทำให้งงเพราะหุ้นทุกตัวก็มีผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว  แต่ความหมายของผมก็คือ  หุ้นนั้นเดิมไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่พอที่จะควบคุมบริษัทได้แบบเบ็ดเสร็จ   แล้วอยู่ ๆ  ก็มีคนอื่นเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมากเพื่อให้ได้สิทธิที่จะควบคุมบริษัทแทนผู้บริหารเดิม  คนที่เข้ามาเพื่อที่จะเทคโอเวอร์บริษัทนั้น  เขายอมจ่ายแพงกว่าปกติได้เพราะเขาคิดว่าเขาสามารถปรับปรุงพื้นฐานของบริษัทให้ดีขึ้นได้ซึ่งทำให้คุ้มค่าที่จะจ่าย  หรือบางคนก็อาจจะคิดว่าการเข้าไปเป็นผู้บริหารบริษัทอาจจะทำให้เขาได้ประโยชน์อย่างอื่นเป็นการส่วนตัว  เช่น  สามารถ “เล่นหุ้น” ตัวนั้นให้ได้กำไร   หรือสามารถ  “กินเงินเดือน”  หรือรับประโยชน์อย่างอื่นในบริษัทในฐานะผู้บริหาร  ซึ่งคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเทคโอเวอร์บริษัทนั้น   อย่างไรก็ตาม  ในฐานะคนนอกที่เป็นนักลงทุน   เราก็ต้องระวังว่า  Premium (พรีเมี่ยม) ในส่วนนี้อาจจะหายไปได้ง่าย ๆ  เมื่อการเทคโอเวอร์จบลง

          Premium (พรีเมี่ยม) ตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  “Celebrity Premium ”  นี่เป็นคำที่ผมเรียกเองซึ่งอาจจะไม่ตรงนักแต่ความหมายของผมก็คือ  หุ้นมีราคาสูงเกินจากพื้นฐานไปเนื่องจากการที่หุ้นตัวนั้นถูกซื้อโดย  “เซียน”  ที่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นเชื่อถือมาก  ทำให้นักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนคนอื่นแห่เข้าซื้อตาม   ผลก็คือ  ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว   ตัวอย่างเช่น  บ่อยครั้งที่มีข่าวว่า วอเร็น บัฟเฟตต์  เข้าซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง  ราคาหุ้นก็มักจะวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วและผมเชื่อว่าหลายครั้งราคาหุ้นขึ้นไปเกินพื้นฐาน   ส่วนตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยนั้น  ในอดีตช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังเล็กกว่านี้และเรามีแต่  “นักเล่นหุ้น”  ถ้ามีข่าวว่า  “เสี่ย”  คนนั้นคนนี้เข้าไปเล่นหุ้นตัวไหน  หุ้นตัวนั้นก็จะวิ่งไปแรงและเร็วมาก  แต่ถ้าเป็นในช่วงที่  Value Investment กลายเป็น “กระแสหลัก”  อย่างหนึ่งในปัจจุบัน  ถ้ามีข่าวว่ามี  “เซียน  VI”  เข้าไปเล่นกันมาก  หุ้นตัวนั้นก็วิ่งไปแรงเกินกว่าพื้นฐานได้เหมือนกัน

         การหากำไรจาก  Premium(พรีเมี่ยม)  ที่ดีที่สุดนั้น   ไม่ใช่ไปซื้อหุ้นที่มี Premium (พรีเมี่ยม)  สูงลิ่วอยู่แล้ว  ตรงกันข้าม  Premium (พรีเมี่ยม) บางประเภทนั้น  เมื่อเวลาผ่านไปกลับลดน้อยถอยลง  ดังนั้น  แทนที่จะกำไรเราอาจจะขาดทุนได้  วิธีที่จะทำกำไรจาก  Premium(พรีเมี่ยม)  เป็นกอบเป็นกำก็คือ  การมองหาหุ้นที่มีศักยภาพสูงที่จะได้รับ  Premium (พรีเมี่ยม)  ในอนาคตเนื่องจากหุ้นหรือบริษัทกำลังมีพัฒนาการที่จะนำไปสู่การเป็นหุ้นที่จะมี  Premium  (พรีเมี่ยม) เช่น  บริษัทมีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ  และเราคาดว่าในที่สุดบริษัทก็จะกลายเป็น  Super Stock  หรือ  เรามองว่าในไม่ช้าบริษัทก็จะได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่นักลงทุนสถาบันจะเข้ามาลงทุน  หรือ  เราเห็นว่าบริษัทจะเป็นเป้าหมายของการเทคโอเวอร์ที่จะเกิดขึ้น  ต่าง  ๆ   เหล่านี้   อย่างไรก็ตาม  การซื้อหุ้นโดยมุ่งเน้นแต่การทำกำไรจาก  Premium(พรีเมี่ยม) ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นหลักนั้น  เป็นเรื่องที่เสี่ยง   เพราะ  Premium (พรีเมี่ยม)อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้  ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัย  การลงทุนของเราจึงควรที่จะต้องเน้นในเรื่องของพื้นฐานของกิจการเป็นหลัก  โดย  Premium (พรีเมี่ยม) นั้นควรจะเป็นผลพลอยได้  ซึ่งในบางครั้งก็ให้ผลตอบแทนยิ่งไปกว่าพื้นฐานหลักด้วยซ้ำ

ขอบคุณข้อมูลและประสบการ์จาก 
settrade.com โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวราการ
และติดตามเรื่องราวดีดีจาก http://www.eastern-venice.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

แจกของพรีเมี่ยมอย่างไร ให้สามารถดึงดูดลูกค้าได้


               


              ไม่มีวิธีการใดที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ดีเท่ากับ การแจกของฟรี ที่สำคัญของที่แจกไม่จำเป็นต้องมีราคาสูง แค่เป็นเพียงของฟรีเท่านั้น ผู้คนก็สนใจที่จะได้แล้ว ที่กล่าวมานี้ คือเหตุผลสำคัญว่าทำไม  ของพรีเมี่ยม(Premium)  จึงเป็นความคิดที่ดีสำหรับทุกๆธุรกิจ
จริงๆแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินมหาศาล เพื่อซื้อของแจกลูกค้าราคาสูงๆ บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ ในการแจกสินค้าพรีเมี่ยม ที่มีราคาไม่แพง แต่สามารถโปรโมตบริษัทของคุณได้อย่างเห็นผลชัดเจน 
3 ข้อที่คุณควรนำไปใช้ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า ได้แก่
                1. แจกของพรีเมี่ยม(Premium) ที่เป็นที่จดจำ
                คุณไม่ควรเลือกสินค้าพรีเมี่ยม(Premium) โดยเลือกจากของที่มีราคาที่ถูกที่สุดเป็นหลัก ถ้าคุณต้องการให้บริษัทคุณโดดเด่นจากบริษัทคู่แข่ง การเลือกปากกาพรีเมี่ยม(Premium) ธรรมดาทั่วๆไป คงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ยกตัวอย่าง ถ้าคุณไปออกงานมหกรรมแสดงสินค้าประเภทหนึ่ง การที่ Booth ของคุณจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ท่ามกลาง Booth อื่นอีกหลายร้อย คุณต้องมีบางสิ่งที่คนผ่านไปผ่านมาจะให้ความสนใจ
                ดังนั้น คุณควรเลือกของพรีเมี่ยม(Premium)  ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น เท่านี้คุณก็จะได้รับความสนใจ และสามารถเป็นที่จดจำของผู้คนได้ ของพรีเมี่ยม(Premium)  ที่มีรูปทรงแปลกจากธรรมดา สีสันสดใส หรือเป็นของพรีเมี่ยม(Premium)  ไอเดียแปลกใหม่ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะว่าเมื่อคุณแจกของที่มีไอเดียสร้างสรรค์ และไม่ซ้ำใคร คุณจะพบว่ากลุ่มลูกค้าของคุณจะจดได้คุณได้เป็นอย่างดี
                2. แจกของพรีเมี่ยม(Premium)   ที่ผู้รับจะนำไปใช้งานได้
               กลับไปพูดถึงเรื่องปากกาพรีเมี่ยม(Premium)    จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ที่จะแจกพวกเครื่องเขียนหรืออุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน สินค้าเช่น ปากกา สมุดโน๊ต แผ่นรองเมาส์ และปฏิทิน เป็นของที่นิยมใช้แจกและได้ผลเสมอ เพราะโอกาสที่ผู้รับจะใช้งานของประเภทนี้บ่อยมีสูง และของประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงาน หรือในที่ทำงาน ซึ่งผู้คนพบเห็นได้ง่ายด้วยลักษณะของสินค้าที่มีประโยชน์ใช้สอยดังเช่นที่กล่าวนี้ จะก่อให้เกิดผลดีกับบริษัทที่แจก เนื่องจากของที่แจกไปจะเสมือนเป็นนามบัตรของคุณ ที่จะปรากฎต่อหน้าผู้รับแทบทุกวัน แทนที่จะเป็นนามบัตรปกติ ที่ถูกเก็บทันทีที่ได้รับ และอาจจะไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาดูเลยก็ได้ นอกจากนี้ โอกาสที่ของพรีเมี่ยม(Premium)   ประเภทนี้จะถูกหยิบยืมหรือเปลี่ยนเจ้าของก็มีสูงอีกด้วย เช่น ถ้ามีคนยืมปากกาพรีเมี่ยม(Premium)   ที่ได้รับแจกมา ไปใช้ เท่านี้บริษัทที่แจกก็ได้ประโยชน์เพิ่มอีก เพราะเป็นการเพิ่มกลุ่มคนที่จะได้รู้จักบริษัทมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มแม้แต่น้อย ดังนั้น ถ้าคุณเลือกของพรีเมี่ยม(Premium)   ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน บริษัทของคุณก็อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้รับไป และผู้รับก็อาจจะเกิดความคุ้นเคย กับบริษัทคุณไปโดยบริยาย
                3. แจกของพรีเมี่ยม(Premium)    ที่สามารถเป็นตัวแทนบริษัทของคุณ
                นอกเหนือจาก ประโยชน์ใช้สอยที่ผู้รับจะได้จากของพรีเมี่ยม(Premium)   แล้ว สินค้าพรีเมี่ยม(Premium)   ที่คุณจะแจก ควรสามารถเป็นตัวแทนบริษัทคุณได้ นั่นคือของที่แจก ควรสื่อถึงลักษณะบริการหรือธุรกิจที่บริษัทคุณดำเนินการอยู่นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าธุรกิจของคุณอยู่ในหมวดหมู่บันเทิง คุณก็ควรแจกของที่ น่ารัก สีสันสดใส ผู้รับเห็นแล้วหายเครียด หรือถ้าบริษัทคุณตอนนี้ กำลังรณรงค์เรื่องรักษาสิ่งแวดล้อม คุณก็อาจจะแจกของพรีเมี่ยม(Premium)   ที่ช่วยลดสภาวะโลกร้อน เช่น ไฟฉายไม่ใช้แบตเตอรี่ นาฬิกาพลังน้ำ ถุงผ้า เป็นต้น 
                การที่คุณแจกของพรีเมี่ยม(Premium)   ลักษณะเช่นนี้ จะเป็นการตอกย้ำให้ผู้รับของแจกเชื่อว่า บริษัทคุณมีแนวความคิด หรือแนวทางดำเนินธุรกิจแบบที่คุณโฆษณาจริงๆ และจะเป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์คุณอีกด้วย

                สำหรับสุดท้ายนี้ เมื่อคุณต้องเลือกที่จะแจกของพรีเมี่ยม(Premium)    ไม่ว่าของนั้นจะเป็นสินค้าประเภทใด ให้คิดเสมอว่าของนั้นมีแบรนด์หรือชื่อบริษัทคุณติดอยู่ ดังนั้นอย่าเลือกของที่ผู้รับจะโยนมันทิ้งทันทีที่ได้รับ         ของพรีเมี่ยม(Premium)   ที่สร้างสรรคื น่าจดใจ และมีประโยชน์ใช้สอย จะทำให้แบรนด์ของคุณกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้าคุณ โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก  
ckpremium.com/
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ http://www.eastern-venice.com/


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS