ขับเคลื่อนโดย Blogger.
RSS

ของพรีเมี่ยมไว้ใช้ทำอะไรและควรแจกให้ใคร

            ของพรีเมี่ยม (Premium ก็คือ สินค้าพรีเมี่ยม  ทั่วๆไป ที่มีไว้สำหรับแจกลูกค้าในงานกิจกรรมมต่างๆ เช่น งานเปิดตัวบริษัท งานเลี้ยง งานEvent และงานประชาสัมพันธ์สินค้า และในงานอื่นๆ โดย ของ Premium หรือบางคนเรียกว่า Gift Premium เป็น ของ Premium ที่บริษัทนิยมมอบให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าประทับใจ ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ดีมากถ้าเทีบยกับการโฆษณาทางหนังสือพิพม์และ ทีวี โดยการแจกของพรีเมี่ยม นับเป็นช่องการทางตลาดอย่างหนึ่ง




ขอบคุณข้อมูลจาก annenricglobal.blogspot.com
และติดตามเรื่องราวของเราต่อกันได้ที่  http://www.eastern-venice.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

Premiums

         


           เคยสงสัยไหมว่าทำไมหุ้นบางกลุ่มหรือบางตัวจึงมีราคาสูงหรือแพงกว่าหุ้นตัวอื่นและอาจจะดูเหมือนว่าจะแพงกว่า  “พื้นฐาน” ที่ควรจะเป็น?    คงไม่ตอบคำถามนี้เพราะมันเป็นเรื่องยาวและบางทีก็อาจจะรู้ไม่จริง  แต่สิ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือ   หุ้นตัวไหนหรือประเภทไหนที่มักจะมีคุณสมบัติแบบนั้น   นั่นก็คือ  หุ้นแบบไหนที่มักจะมีราคาหุ้น  “สูงกว่าปกติ”  วัดจากค่า PE  ค่า  PB  หรือมูลค่าอื่น ๆ   ซึ่งส่วนที่สูงเกินจากปกตินี้  ในทางการเงินเราเรียกว่า  “Premium” หรือ เรียกว่า พรีเมี่ยม นั่นเอง  

          Premium หรือ  พรีเมี่ยม  ตัวแรกที่จะพูดถึง  เพราะมันเป็น Premium (พรีเมี่ยมที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลาก็คือสิ่งที่เรียกว่า  “Super Stock Premium (พรีเมี่ยม)   นี่คือ  “มูลค่าส่วนเกิน”  ที่ตลาดให้กับหุ้นที่เป็น  Super Stock  หรือเป็นหุ้นของกิจการที่มีคุณภาพ  “ดีสุดยอด”  ซึ่งอาจจะหมายถึงกิจการที่มีคุณสมบัติหลาย ๆ  อย่างดังเช่น  เป็นกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมาก  มีอำนาจทางการตลาดสูงมากเพราะลูกค้าไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่งได้ง่าย  มียี่ห้อสินค้าที่โดดเด่นกว่าคู่แข่งมาก  สินค้าไม่ถูกควบคุมด้วยราคาหรือกฎเกณฑ์อื่น ๆ  มีกำไรหรือมาร์จินจากยอดขายสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน  การขายสินค้าหรือบริการเพิ่มไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก   กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงลิ่ว  ธุรกิจยังมีการเติบโตที่ดีหรือเป็นกิจการแห่งอนาคต  ต่าง  ๆ  เหล่านี้

          กิจการที่นักลงทุน  “ยอมรับ”  แล้วว่าเป็นหุ้น  Super Stock แทบทั้งหมดนั้น  จะมี  Premium (พรีเมี่ยมสูงมาก  นั่นก็คือ  ราคาของหุ้นจะสูงจนทำให้ค่า  PE  และค่า  PB  สูงมากจนบางครั้งนักลงทุนโดยเฉพาะที่เป็น  VI สไตล์ เบน เกรแฮม  ซึ่งเน้นการซื้อหุ้นราคาถูก  “รับไม่ได้”   เพราะเมื่อเขาคำนวณหา  “มูลค่าพื้นฐาน”  ของหุ้นที่เป็นตัวเลขแล้ว  เขาจะพบว่าดูอย่างไรก็  “Over Value”  อยู่ดี

          อย่างไรก็ตาม  Premium(พรีเมี่ยม) ของซุปเปอร์สต็อคนั้นก็ยังคงอยู่ยาวนานไม่หายไปง่าย ๆ  ไม่ว่าในหุ้นไทยหรือต่างประเทศ  ดังนั้น  คนที่วิเคราะห์หามูลค่าที่เหมาะสมของซุปเปอร์สต็อคจะต้องรู้ว่ามันมี  Premium(พรีเมี่ยม) ส่วนนี้อยู่

           Premium (พรีเมี่ยม)ตัวต่อไป  โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย  ผมคงยกให้กับ  “Speculation  Premium ”  นี่คือราคาหุ้น  “ส่วนที่เกินพื้นฐาน”  ที่เกิดขึ้นเนื่องจากหุ้นตัวนั้นมี  “การเก็งกำไร”  สูงมากกว่าปกติ  เหตุผลที่ตลาดให้ราคาหุ้นเก็งกำไรสูงกว่าปกติ  เป็นเพราะว่านักเล่นหุ้นจำนวนมากในตลาดหุ้นไทยชอบเล่นหุ้นที่มีราคาหวือหวาขึ้นลงเร็วมากกว่าหุ้นที่ค่อย ๆ  เติบโตไปเรื่อย ๆ   พวกเขายินดีที่จะจ่าย  “Premium ” (พรีเมี่ยม) ซึ่งก็คงจะคล้าย ๆ  กับ  “ค่าต๋ง”  ในการเล่นการพนันให้กับนายบ่อนเวลาเล่นการพนัน    Premium(พรีเมี่ยม)  ที่พวกเขาจ่ายก็เป็นคล้าย ๆ  กับ  “ค่าธรรมเนียม”  ในการที่จะได้เล่นหุ้นที่ขึ้นลงเร็วและมีปริมาณการซื้อขายหุ้นมหาศาลที่ทำให้เขาสามารถที่จะเข้าหรือออกได้ตลอดเวลารวมทั้งสามารถใช้มาร์จินในการซื้อขายหุ้นได้เต็มที่  อย่างไรก็ตาม  Speculation Premium  นั้น  มักจะอยู่ไม่ถาวร  เมื่อการเก็งกำไรลดลง  ด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่  ซึ่งทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันลดลงมาใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาด  Speculation Premium   ของหุ้นก็อาจจะหายไปได้

          Premium (พรีเมี่ยม) ตัวต่อไปก็คือ  “Institution Premium ”  นี่คือการที่หุ้นมีราคาเกินจากพื้นฐานเนื่องจากการที่หุ้นตัวนั้น   ที่แต่เดิมไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบัน  กลายเป็นหุ้นที่สถาบันการลงทุนสนใจที่จะเข้ามาซื้อหุ้นลงทุนด้วยเหตุผลบางอย่างเช่น  บริษัทได้รับการจัดอันดับให้เข้าไปอยู่ในดัชนีเช่น  MSCI  SET50  SET100  หรือกิจการมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการควบรวมหรือการขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเข้าเกณฑ์ที่สถาบันลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท  ผลกระทบจากการนี้ทำให้หุ้นมักมีการปรับตัวขึ้นไปแรงโดยเฉพาะในครั้งแรก

         Premium  (พรีเมี่ยม)อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ  “Owner Premium ”  หรือราคาหุ้นที่สูงเกินจากพื้นฐานปกติเนื่องจาก  “มีคนยอมจ่ายเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ”  พูดแบบนี้อาจจะทำให้งงเพราะหุ้นทุกตัวก็มีผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว  แต่ความหมายของผมก็คือ  หุ้นนั้นเดิมไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่พอที่จะควบคุมบริษัทได้แบบเบ็ดเสร็จ   แล้วอยู่ ๆ  ก็มีคนอื่นเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมากเพื่อให้ได้สิทธิที่จะควบคุมบริษัทแทนผู้บริหารเดิม  คนที่เข้ามาเพื่อที่จะเทคโอเวอร์บริษัทนั้น  เขายอมจ่ายแพงกว่าปกติได้เพราะเขาคิดว่าเขาสามารถปรับปรุงพื้นฐานของบริษัทให้ดีขึ้นได้ซึ่งทำให้คุ้มค่าที่จะจ่าย  หรือบางคนก็อาจจะคิดว่าการเข้าไปเป็นผู้บริหารบริษัทอาจจะทำให้เขาได้ประโยชน์อย่างอื่นเป็นการส่วนตัว  เช่น  สามารถ “เล่นหุ้น” ตัวนั้นให้ได้กำไร   หรือสามารถ  “กินเงินเดือน”  หรือรับประโยชน์อย่างอื่นในบริษัทในฐานะผู้บริหาร  ซึ่งคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเทคโอเวอร์บริษัทนั้น   อย่างไรก็ตาม  ในฐานะคนนอกที่เป็นนักลงทุน   เราก็ต้องระวังว่า  Premium (พรีเมี่ยม) ในส่วนนี้อาจจะหายไปได้ง่าย ๆ  เมื่อการเทคโอเวอร์จบลง

          Premium (พรีเมี่ยม) ตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงก็คือ  “Celebrity Premium ”  นี่เป็นคำที่ผมเรียกเองซึ่งอาจจะไม่ตรงนักแต่ความหมายของผมก็คือ  หุ้นมีราคาสูงเกินจากพื้นฐานไปเนื่องจากการที่หุ้นตัวนั้นถูกซื้อโดย  “เซียน”  ที่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นเชื่อถือมาก  ทำให้นักเล่นหุ้นหรือนักลงทุนคนอื่นแห่เข้าซื้อตาม   ผลก็คือ  ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็ว   ตัวอย่างเช่น  บ่อยครั้งที่มีข่าวว่า วอเร็น บัฟเฟตต์  เข้าซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง  ราคาหุ้นก็มักจะวิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วและผมเชื่อว่าหลายครั้งราคาหุ้นขึ้นไปเกินพื้นฐาน   ส่วนตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยนั้น  ในอดีตช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังเล็กกว่านี้และเรามีแต่  “นักเล่นหุ้น”  ถ้ามีข่าวว่า  “เสี่ย”  คนนั้นคนนี้เข้าไปเล่นหุ้นตัวไหน  หุ้นตัวนั้นก็จะวิ่งไปแรงและเร็วมาก  แต่ถ้าเป็นในช่วงที่  Value Investment กลายเป็น “กระแสหลัก”  อย่างหนึ่งในปัจจุบัน  ถ้ามีข่าวว่ามี  “เซียน  VI”  เข้าไปเล่นกันมาก  หุ้นตัวนั้นก็วิ่งไปแรงเกินกว่าพื้นฐานได้เหมือนกัน

         การหากำไรจาก  Premium(พรีเมี่ยม)  ที่ดีที่สุดนั้น   ไม่ใช่ไปซื้อหุ้นที่มี Premium (พรีเมี่ยม)  สูงลิ่วอยู่แล้ว  ตรงกันข้าม  Premium (พรีเมี่ยม) บางประเภทนั้น  เมื่อเวลาผ่านไปกลับลดน้อยถอยลง  ดังนั้น  แทนที่จะกำไรเราอาจจะขาดทุนได้  วิธีที่จะทำกำไรจาก  Premium(พรีเมี่ยม)  เป็นกอบเป็นกำก็คือ  การมองหาหุ้นที่มีศักยภาพสูงที่จะได้รับ  Premium (พรีเมี่ยม)  ในอนาคตเนื่องจากหุ้นหรือบริษัทกำลังมีพัฒนาการที่จะนำไปสู่การเป็นหุ้นที่จะมี  Premium  (พรีเมี่ยม) เช่น  บริษัทมีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ  และเราคาดว่าในที่สุดบริษัทก็จะกลายเป็น  Super Stock  หรือ  เรามองว่าในไม่ช้าบริษัทก็จะได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่นักลงทุนสถาบันจะเข้ามาลงทุน  หรือ  เราเห็นว่าบริษัทจะเป็นเป้าหมายของการเทคโอเวอร์ที่จะเกิดขึ้น  ต่าง  ๆ   เหล่านี้   อย่างไรก็ตาม  การซื้อหุ้นโดยมุ่งเน้นแต่การทำกำไรจาก  Premium(พรีเมี่ยม) ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นหลักนั้น  เป็นเรื่องที่เสี่ยง   เพราะ  Premium (พรีเมี่ยม)อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้  ดังนั้น  เพื่อความปลอดภัย  การลงทุนของเราจึงควรที่จะต้องเน้นในเรื่องของพื้นฐานของกิจการเป็นหลัก  โดย  Premium (พรีเมี่ยม) นั้นควรจะเป็นผลพลอยได้  ซึ่งในบางครั้งก็ให้ผลตอบแทนยิ่งไปกว่าพื้นฐานหลักด้วยซ้ำ

ขอบคุณข้อมูลและประสบการ์จาก 
settrade.com โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวราการ
และติดตามเรื่องราวดีดีจาก http://www.eastern-venice.com

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

แจกของพรีเมี่ยมอย่างไร ให้สามารถดึงดูดลูกค้าได้


               


              ไม่มีวิธีการใดที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ดีเท่ากับ การแจกของฟรี ที่สำคัญของที่แจกไม่จำเป็นต้องมีราคาสูง แค่เป็นเพียงของฟรีเท่านั้น ผู้คนก็สนใจที่จะได้แล้ว ที่กล่าวมานี้ คือเหตุผลสำคัญว่าทำไม  ของพรีเมี่ยม(Premium)  จึงเป็นความคิดที่ดีสำหรับทุกๆธุรกิจ
จริงๆแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเสียเงินมหาศาล เพื่อซื้อของแจกลูกค้าราคาสูงๆ บทความนี้จะกล่าวถึงวิธีการที่ง่ายและมีประสิทธิภาพ ในการแจกสินค้าพรีเมี่ยม ที่มีราคาไม่แพง แต่สามารถโปรโมตบริษัทของคุณได้อย่างเห็นผลชัดเจน 
3 ข้อที่คุณควรนำไปใช้ เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า ได้แก่
                1. แจกของพรีเมี่ยม(Premium) ที่เป็นที่จดจำ
                คุณไม่ควรเลือกสินค้าพรีเมี่ยม(Premium) โดยเลือกจากของที่มีราคาที่ถูกที่สุดเป็นหลัก ถ้าคุณต้องการให้บริษัทคุณโดดเด่นจากบริษัทคู่แข่ง การเลือกปากกาพรีเมี่ยม(Premium) ธรรมดาทั่วๆไป คงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ยกตัวอย่าง ถ้าคุณไปออกงานมหกรรมแสดงสินค้าประเภทหนึ่ง การที่ Booth ของคุณจะได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ท่ามกลาง Booth อื่นอีกหลายร้อย คุณต้องมีบางสิ่งที่คนผ่านไปผ่านมาจะให้ความสนใจ
                ดังนั้น คุณควรเลือกของพรีเมี่ยม(Premium)  ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น เท่านี้คุณก็จะได้รับความสนใจ และสามารถเป็นที่จดจำของผู้คนได้ ของพรีเมี่ยม(Premium)  ที่มีรูปทรงแปลกจากธรรมดา สีสันสดใส หรือเป็นของพรีเมี่ยม(Premium)  ไอเดียแปลกใหม่ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะว่าเมื่อคุณแจกของที่มีไอเดียสร้างสรรค์ และไม่ซ้ำใคร คุณจะพบว่ากลุ่มลูกค้าของคุณจะจดได้คุณได้เป็นอย่างดี
                2. แจกของพรีเมี่ยม(Premium)   ที่ผู้รับจะนำไปใช้งานได้
               กลับไปพูดถึงเรื่องปากกาพรีเมี่ยม(Premium)    จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ที่จะแจกพวกเครื่องเขียนหรืออุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน สินค้าเช่น ปากกา สมุดโน๊ต แผ่นรองเมาส์ และปฏิทิน เป็นของที่นิยมใช้แจกและได้ผลเสมอ เพราะโอกาสที่ผู้รับจะใช้งานของประเภทนี้บ่อยมีสูง และของประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะถูกวางอยู่บนโต๊ะทำงาน หรือในที่ทำงาน ซึ่งผู้คนพบเห็นได้ง่ายด้วยลักษณะของสินค้าที่มีประโยชน์ใช้สอยดังเช่นที่กล่าวนี้ จะก่อให้เกิดผลดีกับบริษัทที่แจก เนื่องจากของที่แจกไปจะเสมือนเป็นนามบัตรของคุณ ที่จะปรากฎต่อหน้าผู้รับแทบทุกวัน แทนที่จะเป็นนามบัตรปกติ ที่ถูกเก็บทันทีที่ได้รับ และอาจจะไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาดูเลยก็ได้ นอกจากนี้ โอกาสที่ของพรีเมี่ยม(Premium)   ประเภทนี้จะถูกหยิบยืมหรือเปลี่ยนเจ้าของก็มีสูงอีกด้วย เช่น ถ้ามีคนยืมปากกาพรีเมี่ยม(Premium)   ที่ได้รับแจกมา ไปใช้ เท่านี้บริษัทที่แจกก็ได้ประโยชน์เพิ่มอีก เพราะเป็นการเพิ่มกลุ่มคนที่จะได้รู้จักบริษัทมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มแม้แต่น้อย ดังนั้น ถ้าคุณเลือกของพรีเมี่ยม(Premium)   ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน บริษัทของคุณก็อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้รับไป และผู้รับก็อาจจะเกิดความคุ้นเคย กับบริษัทคุณไปโดยบริยาย
                3. แจกของพรีเมี่ยม(Premium)    ที่สามารถเป็นตัวแทนบริษัทของคุณ
                นอกเหนือจาก ประโยชน์ใช้สอยที่ผู้รับจะได้จากของพรีเมี่ยม(Premium)   แล้ว สินค้าพรีเมี่ยม(Premium)   ที่คุณจะแจก ควรสามารถเป็นตัวแทนบริษัทคุณได้ นั่นคือของที่แจก ควรสื่อถึงลักษณะบริการหรือธุรกิจที่บริษัทคุณดำเนินการอยู่นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าธุรกิจของคุณอยู่ในหมวดหมู่บันเทิง คุณก็ควรแจกของที่ น่ารัก สีสันสดใส ผู้รับเห็นแล้วหายเครียด หรือถ้าบริษัทคุณตอนนี้ กำลังรณรงค์เรื่องรักษาสิ่งแวดล้อม คุณก็อาจจะแจกของพรีเมี่ยม(Premium)   ที่ช่วยลดสภาวะโลกร้อน เช่น ไฟฉายไม่ใช้แบตเตอรี่ นาฬิกาพลังน้ำ ถุงผ้า เป็นต้น 
                การที่คุณแจกของพรีเมี่ยม(Premium)   ลักษณะเช่นนี้ จะเป็นการตอกย้ำให้ผู้รับของแจกเชื่อว่า บริษัทคุณมีแนวความคิด หรือแนวทางดำเนินธุรกิจแบบที่คุณโฆษณาจริงๆ และจะเป็นการยกระดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์คุณอีกด้วย

                สำหรับสุดท้ายนี้ เมื่อคุณต้องเลือกที่จะแจกของพรีเมี่ยม(Premium)    ไม่ว่าของนั้นจะเป็นสินค้าประเภทใด ให้คิดเสมอว่าของนั้นมีแบรนด์หรือชื่อบริษัทคุณติดอยู่ ดังนั้นอย่าเลือกของที่ผู้รับจะโยนมันทิ้งทันทีที่ได้รับ         ของพรีเมี่ยม(Premium)   ที่สร้างสรรคื น่าจดใจ และมีประโยชน์ใช้สอย จะทำให้แบรนด์ของคุณกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้าคุณ โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก  
ckpremium.com/
และติดตามเรื่องราวดีดีของเราต่อได้ที่ http://www.eastern-venice.com/


  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

"Premium"

ค่า  PB  หรือมูลค่าอื่นๆ  ซึ่งส่วนที่สูงเกินจากปกตินี้  ในทางการเงินเรียกว่า "Premium"
 
                  Premium ตัวแรกที่จะพูดถึง เพราะเป็น Premium ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา คือ สิ่งที่เรียกว่า "Super Stock Premium" นี่คือ "มูลค่าส่วนเกิน" ที่ตลาดให้กับหุ้นที่เป็น  Super Stock  หรือเป็นหุ้นของกิจการที่มีคุณภาพ "ดีสุดยอด" ซึ่งหมายถึงกิจการที่มีคุณสมบัติหลายๆ อย่าง เช่น เป็นกิจการขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมาก มีอำนาจตลาดสูง เพราะลูกค้าไม่เปลี่ยนไปใช้บริการคู่แข่งได้ง่าย มียี่ห้อสินค้าที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง สินค้าไม่ถูกควบคุมด้วยราคา หรือกฎเกณฑ์อื่นๆ  มีกำไร หรือมาร์จินจากยอดขายสูง เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน การขายสินค้าหรือบริการเพิ่มไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก กำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงลิ่ว ธุรกิจยังเติบโตดี หรือเป็นกิจการแห่งอนาคต
          
                    กิจการที่นักลงทุน "ยอมรับ" แล้วว่าเป็นหุ้น  Super Stock แทบทั้งหมด จะมี  Premium สูง นั่นคือ ราคาหุ้นจะสูงจนทำให้ค่า PE และค่า PB สูงมากจนบางครั้งนักลงทุนที่เป็น  VI สไตล์ เบน เกรแฮม ซึ่งเน้นซื้อหุ้นราคาถูก "รับไม่ได้" เพราะเมื่อคำนวณหา "มูลค่าพื้นฐาน" ของหุ้นที่เป็นตัวเลขแล้ว พบว่าดูอย่างไรก็ "Over Value" อยู่ดี
 
                    Premium ของซูเปอร์สต็อก ก็ยังอยู่ยาวนานไม่หายไปง่ายๆ ไม่ว่าในหุ้นไทยหรือต่างประเทศ ดังนั้น คนที่วิเคราะห์หามูลค่าที่เหมาะสมของซูเปอร์สต็อก ต้องรู้ว่ามี Premium ส่วนนี้อยู่
 
                    Premium ตัวต่อไป โดยเฉพาะในตลาดหุ้นไทย ผมคงยกให้กับ "Speculation  Premium" นี่คือ ราคาหุ้น "ส่วนที่เกินพื้นฐาน" ที่เกิดขึ้น เพราะหุ้นตัวนั้นมี "การเก็งกำไร" สูงกว่าปกติ เหตุผลที่ตลาดให้ราคาหุ้นเก็งกำไรสูงกว่าปกติ เพราะนักเล่นหุ้นจำนวนมากในตลาดหุ้นไทย ชอบเล่นหุ้นที่มีราคาหวือหวาขึ้นลงเร็วมากกว่าหุ้นที่ค่อยๆ เติบโตเรื่อยๆ พวกเขายินดีที่จะจ่าย  "Premium" ซึ่งคล้ายๆ กับ "ค่าต๋ง" ในการเล่นการพนันให้กับนายบ่อนเวลาเล่นการพนัน Premium ที่พวกเขาจ่ายคล้ายๆ กับ "ค่าธรรมเนียม" ในการได้เล่นหุ้นที่ขึ้นลงเร็ว และมีปริมาณการซื้อขายหุ้นมหาศาล ที่ทำให้เขาเข้าหรือออกได้ตลอดเวลา รวมทั้งใช้มาร์จินซื้อขายหุ้นได้เต็มที่ Speculation Premium มักอยู่ไม่ถาวร เมื่อการเก็งกำไรลดลง ด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งทำให้ปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันลดลงมาใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาด  Speculation Premium ของหุ้นก็อาจจะหายไปได้
 
                   Premium  ตัวต่อไป คือ  “Institution Premium” นี่คือ หุ้นมีราคาเกินพื้นฐาน เพราะการที่หุ้นตัวนั้น แต่เดิมไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุนสถาบัน กลายเป็นหุ้นที่สถาบันการสนใจซื้อหุ้นลงทุน ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น  บริษัทได้รับการจัดอันดับให้เข้าไปอยู่ในดัชนีเช่น  MSCI  SET50  SET100  หรือกิจการมีขนาดใหญ่ขึ้นจากการควบรวม หรือขยายตัวรวดเร็วจนเข้าเกณฑ์ที่สถาบันลงทุนขนาดใหญ่จากต่างประเทศสนใจลงทุนซื้อหุ้นของบริษัท ผลกระทบจากการนี้ จึงทำให้หุ้นปรับตัวขึ้นไปแรงโดยเฉพาะในครั้งแรก
 
                 Premium อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ "Owner Premium " หรือราคาหุ้นที่สูงเกินจากพื้นฐานปกติ เพราะ "มีคนยอมจ่ายเพื่อให้ได้เป็นเจ้าของ" พูดแบบนี้อาจทำให้งง เพราะหุ้นทุกตัวมีผู้ถือหุ้นที่เป็นเจ้าของอยู่แล้ว  แต่ความหมายของผม คือ หุ้นนั้นเดิมไม่มีผู้ถือหุ้นใหญ่พอที่จะควบคุมบริษัทได้แบบเบ็ดเสร็จ แล้วอยู่ๆ ก็มีคนอื่นเข้ามาซื้อหุ้นจำนวนมาก เพื่อให้ได้สิทธิควบคุมบริษัทแทนผู้บริหารเดิม คนที่เข้ามาเพื่อที่จะเทคโอเวอร์บริษัทนั้น เขายอมจ่ายแพงกว่าปกติ เพราะคิดว่าเขาสามารถปรับปรุงพื้นฐานของบริษัทให้ดีขึ้นได้ และทำให้คุ้มค่าที่จะจ่าย หรือบางคนอาจคิดว่าการเข้าไปเป็นผู้บริหารบริษัท ทำให้เขาได้ประโยชน์อย่างอื่นเป็นการส่วนตัว เช่น "เล่นหุ้น" ตัวนั้นให้ได้กำไร หรือ "กินเงินเดือน" หรือรับประโยชน์อย่างอื่นในบริษัทในฐานะผู้บริหาร ซึ่งคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อเทคโอเวอร์บริษัทนั้น ในฐานะคนนอกที่เป็นนักลงทุน ต้องระวังว่า Premium ส่วนนี้อาจหายไปได้ง่ายๆ  เมื่อการเทคโอเวอร์จบลง
 
                  Premium ตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง คือ "Celebrity Premium" นี่เป็นคำที่ผมเรียกเอง ซึ่งอาจไม่ตรงนัก แต่ความหมายของผมคือ หุ้นมีราคาสูงเกินจากพื้นฐาน เพราะหุ้นตัวนั้นถูกซื้อโดย "เซียน" ที่นักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นเชื่อถือมาก ทำให้นักเล่นหุ้น หรือนักลงทุนคนอื่นแห่เข้าซื้อตาม ผลคือ ราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น บ่อยครั้งที่มีข่าวว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ เข้าซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ราคาหุ้นก็มักวิ่งขึ้นไปรวดเร็ว และผมเชื่อว่าหลายครั้งราคาหุ้นขึ้นไปเกินพื้นฐาน ส่วนตัวอย่างที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย ในอดีตช่วงที่ตลาดหุ้นไทยยังเล็กกว่านี้และเรามีแต่ "นักเล่นหุ้น" ถ้ามีข่าวว่า "เสี่ย" คนนั้นคนนี้เข้าไปเล่นหุ้นตัวไหน หุ้นตัวนั้น จะวิ่งไปแรงและเร็วมาก ถ้าเป็นช่วงที่  Value Investment กลายเป็น "กระแสหลัก" ถ้ามีข่าวว่ามี "เซียน  VI" เข้าไปเล่นกันมาก หุ้นตัวก็วิ่งไปแรงเกินกว่าพื้นฐานได้เหมือนกัน
 

                       การหากำไรจาก Premium  ที่ดีที่สุด ไม่ใช่ไปซื้อหุ้นที่มี Premium สูงลิ่วอยู่แล้ว ตรงกันข้าม  Premium บางประเภท เมื่อเวลาผ่านไปกลับลดน้อยถอยลง แทนที่จะกำไรอาจจะขาดทุนได้ วิธีทำกำไรจาก Premiumเป็นกอบเป็นกำ คือ การมองหาหุ้นที่มีศักยภาพสูงที่จะได้รับ Premium ในอนาคต เพราะหุ้น หรือบริษัทกำลังมีพัฒนาการ จะนำไปสู่การเป็นหุ้นที่มี Premiumเช่น บริษัทมีความโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ และคาดในที่สุดบริษัทกลายเป็น  Super Stock  หรือในไม่ช้าบริษัทก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุน หรือบริษัทจะเป็นเป้าหมายของการเทคโอเวอร์ที่จะเกิดขึ้น การซื้อหุ้นโดยมุ่งเน้นแต่ทำกำไรจาก Premium ที่อาจเกิดขึ้นเป็นหลัก เป็นเรื่องเสี่ยง เพราะ Premiumอาจไม่เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย การลงทุนจึงต้องเน้นเรื่องพื้นฐานกิจการเป็นหลัก โดย Premium  ควรเป็นผลพลอยได้ ซึ่ง บางครั้งให้ผลตอบแทนยิ่งไปกว่าพื้นฐานหลัก       

ขอบคุณเนื้อหาดีดีจาก bangkokbiznews.com

        
  

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS